การใช้ Poormanscron ใน Drupal เพื่อตั้งค่าให้ cron ทำอย่างต่อเนื่อง

January 9, 2010

หลายคน คงมีปัญหาในการ search ข้อมูลใน Drupal บางครั้งมักไม่สามารถทำการค้นหาได้ เป็นผลอันเนื่องมาจาก Cron ไม่มีการเรียกใช้ อย่างต่อเนื่อง โดยปรกติ เราจะต้อง สั่งให้ Cron.php ทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยปรกติการตั้งค่าการทำงานของ Cron ใน Drupal ทำได้ อยู่ 2 วิธี คือ การตั้งค่า Cron jobs และ  ทำการเรียกด้วยวิธีแบบ Manual

ซึ่งการตั้งค่า Cron jobs ผู้ใช้งานที่ไม่มีความรู้ด้านการจัดการ Cron ใน Unix และ Linux และ  Windows Server ( ใน Windows Server ใช้การกำหนด Scheduled Task ) เป็นไปได้ยาก จึงมีการพัฒนา Modules Poormanscron ออกมาแทน ซึ่งสามารถ ดาวน์โหลด ไปใช้งานได้เลยทันที โดยดาวน์โหลดที่จาก http://drupal.org/project/poormanscron

หลังจากดาวน์โหลดไปแล้วก็ทำการ Enabled Modules ดังกล่าว

Enable Modules Permanscron Drupal

จากนั้นสามารถเข้าไปกำหนดค่า ที่ Administor -> Site configuration ->Site information

Config Modules Permanscron Drupal

กำหนด Automatically run cron : ให้เป็น 1 hour

แล้วทำการเลือก Save configuration

เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ คราวนี่ เราก็ไม่ต้องเป็นปัญหากับ Cron ในการค้นหาข้อมูล ของ Drupal ต่อไป

คราวหน้าจะนำเอาเรื่องดี ๆ มาฝากใหม่นะครับ

การนำ feed เข้ามาแสดงใน Drupal โดย FeedAPI

October 28, 2009

ใน Drupal การนำ Feed ยังสามารถทำได้อีกวิธี คือ การใช้ Module FeedAPI เป็นการนำ เอา Feed ที่ได้จากผู้ให้บริการเข้ามาเป็น Content ของเ้ว็บเรา แล้วจะมีลิงค์ไปอ่านยังบทความนั้นต่อ การทำเช่นนี้มีข้อดีอยู่ก็คือ เราสามารถจัดการกับ Feed นั้น ๆ ได้เหมือนกับ Content ที่เราสร้างขึ้นมาเลย
ก่อนอื่นเลย เราก็ต้องไปดาวน์โหลด Module FeedAPI นั้นมาก่อน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก http://drupal.org/project/feedapi เนื่องจาก Module ตัวนี้เป็นตัวเสริมของ Drupal หลังจากดาวน์โหลดเสร็จแล้ว แยกไฟล์ แล้วจะได้ Folders FeedAPI ทำการ คัดลอก ไปไว้ใน Sites/All/Modules/ ของ Web Directory หลังจากนั้น ทำการเปิดการใช้งาน Module FeedAPI โดยเข้าไปที่ Administer > Site building > Modules ทำเครื่องหมายถูกที่ด้านหน้า Module FeedAPI ตามรูป แล้วทำการบันทึก

ขั้นตอนต่อไป เราก็ทำการ สร้าง Content type ชนิดใหม่ ให้กับ Feed โดยเราจะสร้าง Content Type ชื่อว่า IT News ให้เข้าไปที่ Administer > Content managements > Content Types > Add content types เสร็จแล้วทำการบันทึก

ขั้นตอนต่อไป ก็ทำการสร้าง Feed โดยเข้าไปที่ Create Content > Feed
ช่อง Title : IT News From Sanook
ช่อง Description : IT News From Sanook
Feed URL : ให้ป้อน Feed URL ที่เราจะนำมาแสดงผล
Node type of feed items: เลือก Content Types ที่เราได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น Content ของ Feed ( ที่ได้สร้างไปตอนต้น )
เสร็จแล้วทำการบันทึก

หลังจากเราได้ทำการเพิ่ม FeedAPI item เข้าไปแล้ว เราก็สามารถเข้าไปดูรายการ Feed ที่จะขึ้นมาแสดงผล โดยเลือกที่ Refresh เพื่อทำการดึงข้อมูลออกมาแสดง แล้ว คลิ๊กที่ Feed item เพื่อดูรายการทั้งหมด

ผลลัพธ์ ที่ได้ก็เป็นแบบนี้แหละครับ

ก็ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับว่ืาอันไหนจะเหมาะกับคุณ มันมีวิธีใช้ที่ต่างกันนะครับ วันนี้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

การนำ Feed มาแสดงผลโดยใช้ Module Aggregator

October 26, 2009

การนำ Feed มาแสดงผลโดยใช้ Module Aggregator

Module Aggregator เป็นการนำ Feed จากผู้ให้บริการเข้ามาแสดงในเว็บของเรา โดยไ้ม่ต้องติดตั้ง หรือ เขียน code เพื่อดึงการแสดงผลแต่อย่างใด เพียงแต่นำ URL ของ Feed มาป้อนใส่ใน Module Aggregator

ก่อนอื่น เราต้องเข้าไปเปิดใช้งาน Module Aggregator กันก่อน เข้าไปที่ Administer > Site building > Modules ทำเครื่องหมายเช็คถูก ที่หน้า Module Aggregator แล้วทำการบันทึก

หลัง จากนั้นทำการกำหนด Permission ให้กับ Module Aggregator ให้เข้าไปที่ Administer > User management > Permissions โดยจะพบว่า Module Aggregator จะมี สิทธิ์ อยู่ 2 ประเภท คือ  access news feeds กับ administer news feeds
access news feeds ก็จะเป็นการกำหนด ว่าใครสามารถเข้าถึงการใช้งาน ได้
administer news feeds หมายถึง ใครสามารถเข้าไปจัดการได้
ผมจะกำหนด ให้ บุคคลทั่วไป (anonymous user) และ สมาชิก (authenticated user) สามารถเข้ามาใช้งานได้ ผมก็ทำการเช็คถูกที่
user ดังกล่าว แล้วทำการบันทึก

จาก นั้น เราก็เข้าไปทำการเพิ่ม หมวดให้กับข่าวโดยเข้าไปที่ Administer > Content Management > Feed Aggregator > Add Category เพิ่มหมวดของข่าวเข้าไปแล้วทำการบันทึก

จาก นั้นเราก็ไปหาข่าวที่จะมาแสดง โดยผมได้เตรียมข่าวมาจาก Sanook.com พอเราได้ข่าวที่จะมาแสดงแล้วก็ทำการ เพิ่มข่าว โดยเข้าไปที่ Administer > Content Management > Feed Aggregator > Add Feed ทำการป้อน ชื่อของข่าว และ ทำการคัดลอง URL ของข่าว ที่่จะมาแสดง ลงไปในช่อง URL เลือกเวลาในการ อัพเดทข้อมุล และ ทำการเช็คถูกที่ด้านหน้าของหมวดของข่าวที่เราได้เพิ่มเข้าไป เสร็จแล้วทำการบันทึก

เมื่อเสร็จแล้วจะพบกับ Item ของ Feed และ Feed Category ดังรูป ทำการคลิ๊กที่ Update Items เพื่อทำการดึงข้อมูลมาแสดง

หลังจากนั้นเข้าไปดูผลงานที่เราได้ทำมา ครับ จะอยู่ใน Feed Aggregator

การเขึยน PHP code ใน Drupal

October 16, 2009

Drupal ได้อนุญาติให้เราสามารถเขีียน PHP code ลงใน content ได้ แต่ต้องมีการเปิดใช้งาน Module PHP filter ซึ่งทาง Drupal ได้แนบ Modules ตัวนี้มาเข้ามาด้วยอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน เราต้องเข้าไปเปิดใช้งาน โดยเข้าไปที่ Administer > Site building > Modules ให้ทำเครื่องหมายเช็คถูก ไว้ที่ด้านหน้า Module PHP filter แล้วทำการคลิ๊กที่ Save Configuration

จากนี้เราก็สามารถเขียน PHP code ลงไปใน content ได้แล้ว แต่เราต้องเลือก input format เป็น PHP code

ผลลัพธ์ที่ได้คือ

เพียงเท่านี้เราก็สามารถเขียน PHP Code ใน Drupal ได้แล้ว ง่ายมั้ยละครับ

การทำ Node แบบสุ่มด้วย Views แบบ Block

October 13, 2009

คราวนี้เรามาใช้ views ทำ Block ไว้สำหรับแสดง Node แบบสุ่ม เอาไว้แสดงผลในหน้าแรกหรือ ทุก ๆ หน้า ก่อนอื่น ต้องเตรียมเนื้อหาก่อน โดยเพิ่ม Blog ขึ้นมาซัก 6-8 Node ก่อน เพื่อจะได้เห็น การสุ่มขึ้นมาของ Node
เราจะทำการสร้าง views ให้แสดง Node ออกมา 4 อัน แสดงผลให้เป็นแบบ 2 คอลัมน์ แบบสุ่ม ตามขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เราก็เข้าไปสร้าง Views โดยไปที่เมนู Administer > Site Building > Views เลือก Add

กำหนดชื่อ views ( view name) เป็น NodeRandom
คำอธิบาย views (view description) เป็น random node
เลือก Next

ขั้นตอนที่ 2 ทำการกำหนด Row style ให้เป็น Node แล้วเลือก Update

ขั้นตอนที่ 3 กำหนด style ให้เป็น grid

กำหนด Build Mode ให้เป็น Teaser ( แสดง Node แบบย่อ ) และทำเครื่องหมายเช็คถูกที่ Display links

ขั้นตอนที่ 4 กำหนด จำนวน column ให้เป็น 2

ขั้นตอนที่ 5 กำหนด Items to display ให้เป็น 4

ขั้นตอนที่ 6 กำหนด filter ที่เราจะใช้งาน ( ถ้านำไปใช้กับ Node ชนิดอื่น ก็สามารถเปลี่ยนประเภทของ Node ได้ ) ทำการเลือก filter ชนิด node : type ทำการเลือก Blog entry

ขั้นตอนที่ 7 กำหนด Sort criteria เลือก ให้เป็นแบบ global : Random

ขั้นตอนที่ 8 ทำการ Add display ให้กับ Views ที่เรากำลังสร้างนี้ โดย เลือกประเภท ของ Views ให้เป็น Block และ เลือก Add display

ขั้นตอนที่ 9 ทำการบันทึก Views เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ๆ ถ้าหากท่านไม่ทำการบันทึก ที่เราทำมาข้างต้นทั้งหมด ก็หายไปหมด ฉะนั้น ต้องทำการบันทึกทุกครั้ง (สามารถทำการบันทึกได้ในระหว่างทุก ๆ ขั้นตอนได้) เราขะเห็นตัวอย่าง Views ที่เราได้กำหนดค่าขึ้นมาดังรูป

ขั้นตอนที่ 10 เข้าไปกำหนดการแสดงผล Block ที่เราได้สร้างขึ้นมาจาก Views ได้โดยเข้าไปที่ Administer > Site Building > Block โดยกำหนด ให้ Block ที่เราได้สร้างขึ้นมา (NodeRandom: Block) นำไปวางในตำแหน่ง ของ Content เสร็จแล้วทำการบันทึก Block ดังกล่าว

จากนั้นเป็นการตั้งค่าการแสดงผล ของ Block โดยเราจะกำหนดให้แสดงทุกหน้า่ ยกเว้น หน้า Admin และ หน้าของ User ให้คลิ๊กที่ Configure ที่อยู่ด้านหลังของ NodeRamdom : Block เพื่อเข้าไปสู่ในส่วนของการ กำหนดการแสดงผล

กำหนด Block Title ให้เป็น Blog
กำหนด Show block on specific pages ให้เป็น Show on every page except the listed pages.
กรอกช่อง pages ให้เป็น
admin/*
user/*

แล้วทำการบันทึก ( Save block )
เราสามารถตรวจสอบ Block ที่เราได้สร้างขึ้นมาโดยหน้าตา ทีได้ออกมาก็จะเป็นตามตัวอย่างด้านล่างนี้
แต่ตัวอย่างข้างล่างนี้ ผมได้เปลี่ยน NodeType ตามขึ้นตอนที่ 6 จึงได้ผลออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

ตัวอย่างการแสดง Node แบบสุ่ม คงไม่ยา่กเกินไปนะครับ ถ้่า่หากมีข้อสงสัยก็ comments ไว้นะครับ แล้วผมจะมาแก้ไขความกระจ่างให้ คราวหน้าผมจะเอา เทคนิคดี ๆ มาฝากอีกนะครับ

ติดตั้ง Blog ให้กับ Drupal

October 12, 2009

การติดตั้ง Blog  ให้กับ Drupal นั้น ทำได้ไม่ยากเลย เนื่องจาก
Drupal มีการนำ Module Blog มาเสริมไว้อยู่ในระบบแล้ว การเปิดใช้งานสามารถทำได้ โดย
เข้าไปที่ เมนู Administer > Site Building > Modules
ทำเครื่องหมายเช็คถูก ด้านหน้าของ Module Blogs ดังรูป

ทำการบันทึก ( Save Configuration ) เป็นการเสร็จสิ้นการเปิดใช้งาน Module Blog
หลังจากนั้นทำการกำหนด Permission ให้กับ ผู้ใช้งาน
ว่าจะให้ใครสามารถเขียน Blog ได้ เข้าไปที่เมนู Administer > User
Management > Permissions

จากรูป ผมได้ทำเครื่องหมายเช็คถูกให้กับ กลุ่มของ authenticated user คือ ผู้ที่เป็นสมาชิกของระบบ สามารถ เขียน blog ได้ (create blog entries) สามารถ แก้ไข blog ของตัวเองได้ (delete own blog entries) และสามารถลบ blog ของตัวเองได้ (edit own blog entries)
การเขียน Blog เราสามารถเข้าไปเขียน Blog ได้โดยเข้าไปที่เมนู Create
Content > Blog entry จะพบกับส่วนของการเพิ่ม Blog ดังรูป

สร้าง Views แบบง่าย ๆ ใน Drupal

October 7, 2009

คราวนี้เราจะมาเรียนรู้กับ View ใน Drupal 6.0 ความสามารถหลักของ Views ก็คือ การนำเอาข้อมุลในฐานข้อมูลออกมา โดยผุ้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถทางด้าน PHP หรือ MYSQL ถือว่าเป็น Modules ที่สามารถแสดงผลได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบตาราง แบบลิสต์ แบบกริด

เรามาลองดูว่าการใช้ โมดูล View ทำกันได้อย่างไรบ้าง ไม่อยากอย่างที่คิดหรอกคับ ก่อนอื่นก็ต้องติดตั้ง Views และทำการเปิดใช้งาน โมดูลดังกล่าว เราจะสร้าง Views ไว้สำหรับแสดง รายชื่อของ blog ที่มีอยู่ในระบบล่าสุด 10 รายการ เราจะเริ่มทดลองสร้าง Views แบบง่าย ๆ ตามขั้นตอนดังนี้

1. ไปที่เมนู Administer > Site Building > Views เลือกที่เมนู Add จะพบกับส่วนของการเพิ่มข้อมูลดังนี้

View name : ป้อน ชื่อ views (Recomemded)

View description : ป้อนคำอธิบายของ Views (Recomeded of Blogs)

Veiw type : เลือกประเภทของ Views (node)

เสร็จแล้ว เลือก Next แล้วจะพบกับส่วนของการจัดการข้อมูลของ Views โดยจะพบกับส่วนของการจัดการดังนี้

2. เลือก field ที่จะเอามาแสดงผล โดยคลิ๊กที่เครื่องหมายบวก ที่ Fields จะพบกับหน้าต่าง ของการจัดการ Fields ดังรูป

Group : เลือก Node และ ทำเครื่องหมายถูกที่ Node: title กด Add จะเข้าสู่การ ตั้งค่า ของ Fields ที่เราเพิ่มเข้ามา

Title พิมพ์ ชื่อของ Title ที่เราต้องการให้แสดง ทำเครื่องหมายถูกที่ Trim this field to a maximum length เพื่อ กำหนดจำนวนตัวอักษรสูงสุดที่จะแสดงผล Maximum length: ป้อนจำนวนตัวอักษรสูงสุดที่แสดงผล ทำเครื่องหมายถูกที่ Link this field to its node เพื่อเป็นการกำหนดให้ Field ที่เราเลือกออกมาเป็นลิงค์ไปหาข้อมูลของ blog นั้น แล้วกด update เราจะเห็นข้อมูลตัวอย่างแสดงอยู่ด้านล้าง

3. เพิ่ีม Filter เพื่อกรองข้อมูล โดยในที่นี่ เราจะต้องการแสดงข้อมูลที่เป็นชนิด Blog เท่านั้น โดยการ คลิ๊กเครื่องหมายบวก ที่ Filters จะพบกับ หน้าต่างของการ Add Fields

Group : เลือก Node ทำเครื่องหมายถูก ที่ Node : type คลิ๊ก Add จะพบกับส่วนของการตั้งค่า

Filter Node : type

Operator เลือก Is One Of

Node Type : ทำเครื่องหมายถูกที่ Blog entry

กด Update

สังเกตุช่องแสดงผลตัวอย่างด้านล่าง จะเปลี่ยนไป เหลือแต่ หัวข้อของ Blog

4. เพิ่ม Sort criteri เป็นการ เรียงลำดับข้อมูลที่จะเอามาแสดงผล โดยคลิ๊กเครื่องหมายบวก ที่ Sort criteri จะพบกับหน้า่ต่างในส่วนของการ Add Sort criteri

Group : เลือก Node ทำเครื่องหมายถูกที่ Node: Post date คลิ๊ก Add แล้วจะไปพบกันส่วนของการตั้งค่า Sort criteri

Sort order เลือก Descending เพื่อเป็นการเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คลิ๊ก Update

5. เลือก ประเภทของ View ที่จะสร้าง โดยเราจะสร้าง Views นี้ ไว้แสดงผลในหน้าแรก โดยทำให้เป็น Views ชนิด Block โดย เลือก Block แล้วคลิ๊ก Add Display

6. ทำการตั้งค่าการแสดงผลของ block โดยกำหนด ในส่วนของ Basic Settings กำหนด title โดยคลิ๊ิกที่ ชื่อด้านหลัง title โดยปรกติจะเป็น none ทำการกำหนดค่าให้เป็น Recomeded คลิ๊ก update default display

7. กำหนด จำนวนของรายการที่จะแสดง โดยเลือก ที่ items to display กำหนดค่า Defaults: Items to display เป็น 10 แล้วคลิ๊ก update

8. กด save เพื่อทำการบันทึก views ที่เราได้สร้างไว้

เป็นการเสร็จสิ้นการสร้าง Views เราสามารถนำ Block ที่เราได้สร้างมานี้ ไปแสดงผลในหน้าใดก็ได้ โดยเข้าไปกำหนดที่ Administer > Site building > block จะพบกับ block ที่เราเพิ่งสร้างเสร็จ (Recomeded) นำมาแสดงผลไว้ในส่วนขวาของหน้าเว็บ

ถึงแม้จะมีหลายขั้นตอนในการสร้าง Views แต่ก็ถือว่าสามารถทำประโยชน์ได้อย่างมาก ความสามารถของ Views ยังไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ ยังมีความสามารถอีกมากมายที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดออกมา ขอยกยอดไปไว้ในบทความฉบับต่อไปก็แล้วกัน

เพิ่ม FileField และ ImageField ให้กับ Content Type

October 4, 2009

เมื่อเราจะเข้าไปจัดการกับ Fields ของ content types ยังมี Fields อีกบางประเภท ที่ยังไม่ถูกติดตั้งมากับ CCK นั้นก็คือ Imagefield และ Filefield ในบางครั้งที่เราต้องการให้ Content ของเรามีการแทรกรูปภาพ หรือไฟล์ ลงไปด้วย

การติดตั้ง Imagesfield และ Filefield นั้นจะต้องติดตั้ง Modules ดังนี้

  • CCK Module
  • FileField Module

และมี Module ที่เกี่ยวข้องกันอีก คือ ImageCache ไว้สำหรับจัดกาีรกับรูปภาพ ซึ่งไม่ต้องติดตั้ง Module นี้ก็สามารถใช้งานได้

เริ่มต้น เราต้องดาวน์โหลด FileField Module และ ImageField Module ก่อน และทำการคัดลอก Modules ทั้ง 2 ตัวนี้ไปไว้ใน /Modules เข้าไปทำการเปิดใช้งาน Modules โดยเข้าไปที่เมนู Administer > Site building > Modules ทำการ Enable Modules ทั้ง 2 ตัวนี้

เราจะมาทดสอบการสร้าง ImageField ให้กับ Announcement โดยเราจะสร้าง Content type ขึ้นมาใหม่โดยกำหนดชื่อว่า Announcement แล้วเพิ่ม ImagesField เข้าไปให้แสดงรูปภาพประกอบด้วย

ขั้นตอนแรก ต้องเพิ่ม Content type เข้าไป โดยไปที่เมนู Administer > Content management > Content types เลือก Add content type

ทำการป้อนค่้าดังนี้

Name : Announcement

Type: announcement

Description : Announcement news this web site

Title field label : หัวข้อข่าว

Body field label : เนื้อหาข่าว

ทำการบันทึกโดยเลือก Save content type แ้ล้วเราจะได้ Content type ชนิด Announcement ขึ้นมาดังรูป

หลังจากสร้าง Content type เสร็จแล้วให้เข้่าไปที่ manage fields ของ Announcement

ทำการเพิ่ม new field ดังนี้

lebel : รูปภาพข่าว

field name picturenews

type : file

Form element : Image

เมื่อทำการป้อนค่าแล้ว เลือกที่ Save

จากนั้นจะเข้่าสู่การกำหนดค่าของ field ที่เราได้สร้่างขึ้นมา

ทำการป้อนค่าดังนี้

Permitted upload file extensions: gif jpg jepg png bmp

ทำเครื่องหมายถูกที่ Use default image

Upload image: เลือกไฟล์ที่เราจะกำหนดให้เป็นไฟล์เริ่มต้น สำหรับผม ผมได้สร้างไฟล์นี้ขึ้นมาเพื่อกำหนดเป็นค่าเริ่มต้นไว้ ผมก็จะเลือกไฟล์ที่ทำได้สสร้างไว้

เลือก Save field settings ถือเป็นการเสร็จสินการเพิ่ม field ชนิด image ให้กับ Announcement ต่อไปนี้เราจะมาทดสอบการเพิ่ม เนื้อหา ให้กับ Announcement กัน โดย เข้าไปที่เมนู Create content > Announcement ตัวอย่างดังรูป

ทำการป้อน หัวข้อข่าว เนื้อหาข่าว และเลือกรูปภาพข่าว จากนั้นเลือก Save เพียงแค่นี้ Announcement ของเราก็สามารถเพิ่มรูปภาพเข้าไปได้แล้ว จากข่าวที่ผมเพิ่มเข้าไป แสดงผลได้แบบนี้

เห็นมั้ยละครับ การเพิ่ม ImageField ไม่ยากอย่างที่คิด ส่วนการเพิ่ม Filefield ก็ทำเหมือนกัน Imagefield นี่แหละ แต่ไอ้ตอนที่เลือก Form element ให้เลือก เป็น File ก็แค่นั้นเองครับ คราวหน้าผมจะมาบอกกับการจัดการขนาด กับรูปภาพที่สร้างขึ้นมาจาก Imagefield นะครับ

Content Type CCK

October 4, 2009

คราวนี้เราจะมาเรียนรู้กับ Content Types ด้วย CCK (Content Construction Kit)

Content Types หมายถึงประเภทของเนื้อหา ที่ใช้ในเว็บไซต์ทั้งหมด ตามปรกติ Drupal จะกำหนด Contype types มาให้ 2 ประเภท คือ Page และ Story และจะสามารถมีเสริมได้อีก คือ Forum Blog Pool ตาม Modules ที่เราได้เปิดการใช้งาน Content types เหล่านี้ถือเป็น Content types ที่ Modules แต่ละประเภท เป็นคนสร้างขึ้นมาให้ใช้งานนั่นเอง เราสามารถเข้าไปจัดการกับ Content types เข้าไปที่ Administer > Content management > Content types เราสามารถสร้างประเภทเนื้อหาของเราเองได้ การสร้างประเภทเนื้อหาสามารถทำได้โดย เลือกที่ add content type แล้วทำการป้อนข้อมูลของประเภทเนื้อหา และกำหนดค่าต่าง ซึ่งการกำหนดค่าต่าง ๆ จะมีดังต่อไปนี้

Identification : เป็นการกำหนดค่าพื้นฐานของ Content types ชื่อ ชื่อที่ระบบเรียกใช้ คำอธิบาย

Submission form settings : กำหนด ชื่อ field และ label ของ form ในการเพิ่มเนื้อหา และจำนวนตัวอักษรที่น้อยที่สุด

Workflow settings : เป็นการกำหนดค่าด้านการใช้งาน การกำหนดค่าเริ่มต้นของการใช้งาน เช่น อนุญาติให้ประกาศได้เลยหรือไม่

Comment settings : เป็นการกำหนดค่าด้านการ comment ของ Content types ประเภทนี้

CCK หรือ Content Construction Kit เป็น Module ที่มีไว้สำหรับเพิ่ม field ให้กับ Content types หากเริ่มเพิ่มประเภทของเนื้อหาแล้วยังต้องการเพิ่ม field ต้องใช้ CCK เป็นตัวช่วยสำหรับการเพิ่ม field

การติดตั้ง Module CCK เริ่มต้นด้วยการเตรียม Module โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลด ได้ที่ http://drupal.org/project/cck เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วก็ทำการแยกไฟล์ แล้วทำการคัดลอกไปไว้ในโฟลเดอร์ modules แล้้วทำการเปิดการใช้งาน Module โดยเข้าไปที่ Administer > Site building > Modules แล้วทำการเปิดกาีรใช้งาน CCK โดยทำการเช็คเครื่องหมายถูก ที่ Modules ภายใต้ package ของ CCK ทั้งหมด

แล้วเลือก Save configuration

หลังจากได้ติดตั้ง Modules CCK ไปกันแล้วเราจะมาลองเพิ่ม field ให้กับ Content types กัน เข้าไปที่ Administer > Content management > Content types ระบบจะทำการเพิ่ม ส่วนของการจัดการ field ให้โดยอัตโนมัติ ตามรูปด้านล่าง

เราสามารถเข้าไปจัดการกับ field ของ Content types ได้ทุกประเภท โดยการคลิ๊กที่ manage fields แล้วจะพบกับส่วนของการจัดการ fields

เราสามารถเพิ่ม fields ได้ โดยป้อนในช่อง new field

  • label : ป้ายกำหนดของ field
  • field name : ชื่อของ field
  • type of data to store : ชนิดข้อมูล
  • form element to edit the data : รูปแบบการป้อนข้อมูล

หลังจากนั้นกดปุ่ม save แล้วจะไปพบกับการตั้งค่าของ ชนิดข้อมูลแต่ละประเภท เพียงแค่นี้เราก็สามารถจัดการกับ field ไว้ใช้งานเองได้อย่างไม่ยากเลย

การติดตั้งภาษาไทยให้กับ Drupal

October 4, 2009

การติดตั้งภาษาไทยให้กับ Drupal นัน ก่อนอื่นต้องมี ไฟล์ ตัวแปลภาษาไทยก่อน สามารถดาวน์โหลดได้ที่นึ่ เลยครับ เมื่อดาวน์โหลดมาจะได้ไฟล์ th-5.x-1.x-dev.tar.gz ทำการแยกไฟล์ ข้างในจะประกอบไปด้วยไฟล์ดังนี้

จากนั้นต้องเปิดการใช้งาน ของ Modules Locate โดยเข้าไปที่เมนู Administer > Site building > modules ทำการเช็คถูกที่ ด้่านหน้าของ Modules Locate แล้ว เลือก Save configuration

เมื่อเปิดการใช้งาน Modules Locate แล้ว จะมี เมนูเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่่งตัว คือ Translate interface เข้าไปที่เมนู Translate interface เลือก Import

ช่อง Language file เลือกไฟล์ th.po ที่เราได้ดาวน์โหลดมา

Import into เลือก thai (ภาษาไทย)

เลือก Import

ระบบ จะทำการคัดลองข้อความภาษาออกมาจากไฟล์ th.po และถ้าหาก เราต้องการแปล เพิ่มเอง สามารถทำได้โดยเลือกที่เมนู Search ป้อนคำที่เราต้องการค้นหา และ ค้นหา ทำการแก้ไข ภาษาไทย ให้กับข้อความดังกล่่าว

เมื่อทำการ Import ตัวแปลภาษาเข้ามาแล้ว ต้องไปเปิดการใช้งานภาษาไทย โดยเข้าไปที่เมนู Administer > Site configuration > Language ทำการเช็คถูกที่ Enable และ Default ของภาษาไทย แล้วเลือก Save configuration เป็นการติดตั้งภาษาไทยเสร็จสมบูรณ์

เครดิต : http://www.thaidrupal.org/index.php?q=node/5

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.